2552-02-06

การวิจัยเกี่ยวกับเด็ก แปลไทย

การวิจัยเกี่ยวกับเด็ก




ความก้าวหน้าทางการแพทย์ทั้งด้านการรักษา การเยียวยาแบบใหม่ วัคซีนและยาที่เกิดขึ้นจากการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ แต่ถ้าเป็นเรื่องของการวิจัยทางการแพทย์ที่ต้องเกี่ยวข้องกับเด็ก ๆ เมื่อใด นักวิจัยก็ต้องเสาะหาผู้ที่จะมาให้ศึกษาอย่างยากเย็น
เหตุผลนะหรือ ในรายงานผลการสำรวจเกี่ยวกับสุขภาพเด็กของโรงพยาบาลเด็กซีเอสมอทแห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกนเผยว่า พ่อแม่หลายคนส่วนใหญ่จะไม่เต็มใจที่จะให้ลูก ๆ มาเป็นตัวอย่างให้ศึกษาวิจัยทางการแพทย์ด้วยเกรงว่าเด็กอาจเป็นอันตรายหรือเป็น “หนูทดลอง”

ที่จริงแล้วรายงานพบว่าเพียง 30% ของพ่อแม่เต็มใจให้ลูกมาร่วมในการทดลองเกี่ยวกับการให้ยาชนิดใหม่
ตรงกันข้าม 77% ของพ่อแม่ต้องการยาที่เอฟดีเอเห็นชอบแล้วเท่านั้น ผลที่พบนี้แสดงให้เห็นความแตกต่าง ของสัดส่วนของจำนวนพ่อแม่ที่ต้องการยาที่ปลอดภัยสำหรับลูกของตนกับจำนวนพ่อแม่ที่เต็มใจให้ลูกเป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยที่ในที่สุดก็อาจจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยของยาได้
“เรารู้ว่าพ่อแม่อาจเป็นกังวลที่จะให้ลูกมาเป็นตัวอย่างให้ศึกษาในการวิจัยทางการแพทย์ซึ่งก็มีเหตุผล” นายแพทย์ แมทธิว เอ็ม. เดวิส ผู้อำนวยการการสำรวจแห่งชาติของอเมริกาเกี่ยวกับสุขภาพเด็กกล่าว “อย่างไรก็ตามพ่อแม่อาจไม่ตระหนักว่าวิจัยเกี่ยวกับเด็กได้ช่วยให้เด็กรอดชีวิตและช่วยเด็กไว้ได้มากมาย การวิจัยได้นำไปสู่การคิดค้นวัคซีนหลายอย่าง ซึ่งได้ช่วยกำจัดโรคภัยต่าง ๆ เช่น คอตีบ โปลิโอ และฝัดาษ ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะวัคซีนที่ได้ทดลองมาแล้วในการวิจัยทางคลีนิกซึ่งเด็ก ๆ มีบทบาทสำคัญ

“พ่อแม่ แพทย์และผู้อุทิศตนอื่นๆ ในชุมชนต้องช่วยกันทำให้เกิดการพูดคุยกันถึงความสำคัญของการวิจัยเกี่ยวกับสุขภาพเด็ก และต้องมีการให้ทุนวิจัยเกี่ยวกับเด็กให้มากขึ้นเพื่อประกันว่าจะมีความก้าวหน้าในการรักษาและป้องกันโรคในเด็ก” เธอกล่าว
การสำรวจแห่งชาติของอเมริกาเกี่ยวกับสุขภาพเด็กพบว่า
- 77% ของพ่อแม่ต้องการยาที่เอฟดีเอยอมรับแล้วเท่านั่นสำหรับลูกของตน แต่มีเพียง30% กล่าวว่าจะยอมให้ลูกเข้ามาเป็นตัวอย่างให้ศึกษาวิจัย
- พ่อแม่หลายคนเต็มใจที่จะให้ลูกมารับการทดลองถ้าการเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายที่ไม่มาก
- 92% ของพ่อแม่ไม่เคยได้รับการขอให้ลูกมาเป็นตัวอย่างให้การศึกษาวิจัย
อย่างไรก็ตาม รายงานก็ได้ให้ความหวังกับนักวิจับมากทีเดียว เพราะว่ามี 25% ของพ่อแม่ที่สำรวจกล่าวว่าจะ
ยินยอมให้ลูกมาให้ศึกษาวิจัยในฐานะเด็กสุขภาพดี และอีก36%จะตัดสินใจเมื่อลูกเป็นโรคที่กำลังศึกษาอยู่พอดี
ที่น่าสนใจที่สุดก็คือพ่อแม่ส่วนใหญ่กล่าวว่าเหตุผลที่ลูกของตนไม่เคยมาเป็นตัวอย่างให้ศึกษาวิจัยก็เพียงเพราะว่าไม่เคยมีใครมาขอ
“มีความเป็นไปได้มากที่จะได้เด็กๆ มาเป็นตัวอย่างให้ศึกษามากขึ้นในอนาคต แต่เรายังไม่ได้เข้าถึงครอบครัวอีกมากมายที่จะรู้สึกสบายใจที่จะให้ลูกๆ มาเป็นตัวอย่างให้ศึกษาวิจัย” เดวิส รองศาสตราจารย์ด้าวเกี่ยวกับเด็กทั่วไปและยาใช้ภายในที่คณะแพทย์ศาสตร์ยู-เอ็ม และรอง ศาสตราจารย์ด้านนโยบายสาธารณะที่คณะสาธารณะสุขศาสตร์ยู-เอ็มเจอรัล อาร์.ฟอร์ด อธิบาย
เพื่อเน้นความสำคัญของศักยภาพนี้ เดวิสกล่าวว่านักวิจัยต้องใช้กลุ่มแพทย์ที่ใหญ่ขึ้นในการหาเด็กมาเป็นตัวอย่างในงานวิจัยและแนะนำให้เด็กและพ่อแม่เข้าใจเกี่ยวกับงานวิจัย เพื่อให้เขาเข้ามามีส่วนร่วมในการวิจัยมากขึ้นการสำรวจแห่งชาติเกี่ยวกับสุขภาพเด็กพบว่าพ่อแม่จะเต็มใจมากขึ้นที่จะให้ลูกเข้าไปมีส่วนร่วมในการศึกษาวิจัยถ้าแพทย์ประจำตัวเด็กกระตุ้น
นอกจากการหาผู้ที่จะเข้ามาร่วมโครงการ นักวิจัยเกี่ยวกับเด็กยังต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายอีกอย่างหนึ่งคือ แหล่งเงินทุน ในขณะที่เด็กๆ มีจำนวนเป็น 20% ของประชากรอเมริกัน แต่มีเพียง 5% ของเงินทุนจากการวิจัยเกี่ยวกับโรคในเด็ก

ในความพยายามที่จะเพิ่มทุนรัฐบาลในการทำวิจัยเกี่ยวกับเด็กเมื่อเร็วๆ นี้โรงพยาบาลเด็กซีเอสมอทจึงได้เข้าร่วมกับสมาพันธ์ที่ประกอบด้วยสถาบันวิจัยทางการแพทย์เกี่ยวกับเด็กชั้นนำของประเทศเพื่อนหนุนแนวทางใหม่ที่จะชูประเด็นของการให้ทุนสนับสนุนการวิจัยเกี่ยวกับเด็กที่น้อยเกินไปของรัฐบาลกลาง
เมื่อเร็วๆนี้ สมาพัทธ์ซึ้งได้แรงหนุนจากสมาคมวิจัยเกี่ยวกับเด็กหลักๆ ในอเมริกา ได้ผนึกกำลังสนับสนุนกฎหมายการจัดตั้งการวิจับเกี่ยวกับเด็ก กฎหมายนี้เขียนให้ครอบคลุมทั้งการเพิ่มทุนเพื่อสร้างแต้มต่อสำหรับการวิจัยด้านนี้และยังได้ร่างโครงสร้างใหม่เพื่อทำให้การวิจัยด้านโรคของเด็กเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด
ในการรายงานผล การสำรวจแห่งชาติเกี่ยวกับสุขภาพเด็กได้ใช้ข้อมูลจากการสำรวจออนไลน์ที่จัดทำในเดือนธันวาคม 2550 และเดือนมกราคม 2551 ที่ทำร่วมกับเครือข่ายความรู้อิงก์ การสำรวจได้สุ่มตัวอย่างผู้ใหญ่ 2131 คน ที่อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่เป็นสมาชิกกลุ่มความรู้ออนไลน์ไอเอสเอ็มของเครือข่ายความรู้นี้ กลุ่มตัวอย่างนี้ได้นำมาปรับน้ำหนักเพื่อให้สะท้อนภาพประชากรของอเมริกาที่ได้จำนวนมาจากสถาบันการสำรวจประชากรประมาณสามในสี่ของกลุ่มตัวอย่างเป็นครัวเรือนที่มีเด็ก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น